สำหรับผู้ใส่ใจในการรักษาสุขภาพ ทั้งสุขภาพกาย และสุขภาพจิต

แผลที่อวัยวะเพศ

แผลที่อวัยวะเพศ เป็นอาการของโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ที่สำคัญ และ พบได้บ่อย คำว่าแผล (ulcer) หมายถึง การอักเสบและมีการสูญเสียชั้นของผิวหนังไป เพื่อให้ง่ายต่อการเข้าใจ จะขอแบ่งแผลที่อวัยวะเพศออกเป็น 3 ประเภท คือ

แผลริมแข็ง ได้แก่แผลที่มีขอบนูนแข็ง เป็นไตขึ้นมา ไม่มีอาการแสบ หรือเจ็บ แผลประเภทนี้มีความสำคัญมาก เพราะอาจเป็นโรคที่สำคัญได้ 2 ชนิดคือ

แผลซิฟิลิส หรือแผลมะเร็งของอวัยวะเพศ

แผลริมอ่อน ได้แก่แผลที่คลำไม่ได้ขอบแผลที่ชัดเจน ขอบแผลมักจะ อักเสบไม่สมํ่าเสมอ มักมีหนองปกคลุมพื้นแผล และมักมีอาการเจ็บ แผลลักษณะนี้อาจเกิดจาก

แผลริมอ่อนแท้ (Chancroid) เกิดจากเชื้อแบคทีเรีย ฮีโมฟิลุส ดูเครย์ (Hemophilus ducreyii) หรือแผลริมอ่อนเทียม (Bacterial) เกิดจากเชื้อแบคทีเรียชนิดอื่น ๆ หลายชนิด บางชนิดเป็นแบคทีเรียชนิดไม่สร้างออกซิเจน แผลชนิดนี้มักจะเกิดบริเวณผิวหนังที่มีรอยฉีกขาดจากการเสียดสีขณะร่วมเพศ

แผลเริม เกิดจากการติดเชื้อไวรัสเฮอร์ปีส ซิมเพล็กช์ ลักษณะเป็นตุ่มพองใสอยู่เป็นกลุ่มและแตกออกเป็นแผลตื้น ๆ

การจะเข้าใจถึงขั้นตอนในการวินิจฉัยแผลที่อวัยวะเพศจำต้องเข้าใจถึง ลักษณะของแผลแต่ละชนิดพอสมควร

แผลซิฟิลิส

ซิฟิลิส เป็นโรคติดเชื้อเกลียวสว่านซึ่งเรียกว่า เทร็ปโปนีมา ปัลลิดา (Treponema pallida)เชื้อนี้จะแพร่ผ่านเยื่อบุอ่อน เช่น ที่อวัยวะเพศ หรือในช่องปากเข้าสู่ร่างกาย ระยะฟักตัวประมาณ 10-90 วัน ส่วนมากแล้วจะประมาณ 2-3 สัปดาห์ จะเริ่มเกิดแผลขึ้นตรงตำแหน่งที่เชื้อเข้าสู่ร่างกาย แผลจะเริ่มจากเป็นตุ่มแดงไม่เจ็บ ซึ่งจะขยายใหญ่ออกคลำได้แข็งขอบนูน พื้นผิวจะปกคลุมด้วยเลือด และน้ำเหลืองแห้ง ๆ  แผลชนิดนี้ในเพศชายมักเกิดบริเวณหนังหุ้มปลายองคชาติ ในเพศหญิงแผลมักจะเล็กกว่าและไม่มีอาการใดๆ ได้เช่นเดียวกัน บางครั้งแผลจะเกิดลึกเข้าไปในช่องคลอดหรือคอมดลูก ซึ่งจะมองไม่เห็นจากภายนอก ต่อมน้ำเหลืองที่ขาหนีบมักจะโตแข็ง คลำได้ชัดเจน แต่ไม่เจ็บ หากไม่ได้รับการรักษาที่ถูกต้องแผลซิฟิลิสจะหายได้เองภายใน 2-4 เดือน แต่โรคจะไม่หายและผู้ป่วยจะเข้าสู่ระยะที่สอง ซึ่งจะมีผื่น ผมร่วง หรือเข้าสู่ระยะแฝง

แผลมะเร็ง

มะเร็งขององคชาติ เป็นมะเร็งชนิดหนึ่งที่พบได้บ่อยในชายสูงอายุ ซึ่ง ไม่ได้ขลิบหนังหุ้มปลายองคชาติ มะเร็งชนิดนี้อาจจะเริ่มจากเป็นปื้นแดงที่ผิวหนังคล้ายผิวหนังอักเสบเรื้อรัง อาจจะเป็นอยู่เป็นเวลาหลายเดือนหรือหลายปีก่อนจะกลายเป็นมะเร็ง การเกิดแผลมักจะพบในกรณีโรคได้ลุกลามมากแล้ว ในระยะแรก มักจะเริ่มจากปื้นแดง ซึ่งจะขยายใหญ่ขึ้น พื้นผิวขรุขระและขอบเขตไม่ชัดเจน  มักจะไม่มีอาการในระยะแรก การพบต่อมนํ้าเหลืองที่ขาหนีบโตแข็งด้วย เป็นอาการซึ่งบ่งว่าโรคได้แพร่กระจายไปสู่ต่อมนํ้าเหลืองที่ขาหนีบแล้ว หากเกิดแผลลักษณะดังกล่าวขึ้นและเป็นอยู่มากกว่า 2 เดือน ควรได้รับการตรวจทางพยาธิวิทยา โดยการตัดชิ้นเนื้อไปตรวจ

แผลริมอ่อนแท้ (Chancroid)

แผลริมอ่อนแท้เป็นโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ที่พบได้บ่อยในประเทศ เขตร้อน เช่น ในประเทศไทย เกิดจากเชื้อแบคทีเรียรูปแท่ง เรียกว่า ฮีโมฟิลุส ดูเครย์ (Hemophilus ducreyii) ซึ่งจะผ่านเข้าสู่ผิวหนังทางรอยถลอกเล็ก ๆ ตามผิวหนังขณะร่วมเพศ โรคนี้จะมีระยะฟักตัวค่อนข้างสั้นประมาณ 3-5 วัน โดยเริ่มจากจุดแดงซึ่งจะแตกออกเป็นแผลอย่างรวดเร็ว แผลจะมีลักษณะกลม ขอบแผลกะรุ่งกะริ่งและมีสีแดง พื้นผิวเแผลจะปกคลุมด้วยหนองปนเลือด แผลนี้จะมีเลือดออกได้ง่ายและมักจะพบหลาย ๆ แผลในบริเวณเดียวกัน ทั้งนี้เพราะหนองจากแผลหนึ่งหากสัมผัสกับผิวหนังบริเวณใกล้เคียงอาจเกิดแผลใหม่ขึ้นมาได้  ในบางครั้งแผลจะมีขนาดเล็กแต่เกิดต่อมนํ้าเหลืองบวมอักเสบที่ขาหนีบได้มาก ๆ แผลบางครั้งจะมีขนาดใหญ่และขยายอย่างรวดเร็ว ลักษณะนี้มักจะพบจากการติดเชื้อแบคทีเรียอื่น ๆ ร่วมด้วย

ต่อมน้ำเหลืองที่โคนขามักจะโต นุ่มและเจ็บ บางครั้งจะบวมมากจน คล้ายฝีมะม่วง แต่มีลักษณะบางประการที่ต่างจากฝีมะม่วงคือฝีมักจะมียวงหนองเดียวและอยู่ค่อนข้างตื้น และมักจะมีแผลที่อวัยวะเพศให้เราเห็นอยู่ ส่วนในฝีมะม่วงชนิดที่เรียกว่า LGV (Lymphogranuloma venereum) นั้น ยวงหนองมักจะมีหลายยวงและประสานติดกันกับผิวหนัง และมักจะไม่พบแผลที่อวัยวะเพศแล้ว

แผลริมอ่อนเทียม

เป็นแผลที่อวัยวะเพศที่พบบ่อยพอ ๆ กับแผลริมอ่อน มักเกิดบริเวณที่มี รอยถลอกหรือฉีกขาดของผิวหนัง เกิดจากเชื้อแบคทีเรียหลายชนิด ส่วนมากจะเป็นการติดเชื้อผสม คือ มีเชื้อมากกว่า 1 ชนิด เชื้อแบคทีเรียเหล่านี้ก็คือเชื้อที่มักปนเปื้อน อยู่บริเวณผิวหนังของอวัยวะเพศนั่นเอง เช่น แบคทีเรียชนิดไม่ต้องการออกซิเจน หรือแบคทีเรียกรัมลบชนิดรูปแท่ง เป็นต้น ลักษณะแผลจะมีลักษณะเป็นแผลเดี่ยว พื้นผิวปกคลุมด้วยหนอง ขอบแผลอาจกลม หรือตามรอยฉีกขาดของผิวหนัง ขอบแผลมักจะชัดเจนกว่าในแผลริมอ่อน  ต่อมน้ำเหลืองที่ขาหนีบอาจจะโตขึ้นและคลำเจ็บ แต่มักจะไม่โตจนกลายเป็นฝีดังเช่นในแผลริมอ่อนหรือฝีมะม่วง แผลริมอ่อนเทียมนี้บางครั้งลุกลามได้รวดเร็วมาก เนี้อเยื่อของอวัยวะเพศอาจถูกทำลายจนแหว่งหายไป

แผลเริม

เป็นโรคติดเชื้อไวรัสเฮอร์ปีส ซิมเพล็กข์ ซึ่งพบมากขึ้นในปัจจุบัน เชื้อไวรัสชนิดนี้มีอยู่ 2 สายพันธุ์ คือชนิด 1 และชนิด 2 ชนิด 2 มักจะพบบริเวณอวัยวะเพศ ไวรัสชนิดนี้สามารถผ่านเข้าสู่เยื่อบุอ่อน เช่น อวัยวะเพศ ช่องปาก หรือเยื่อบุตาได้โดยตรง มีระยะเวลาฟักตัวสั้นประมาณ 3-5 วัน จะเริ่มมีอาการเป็นตุ่มแดง ซึ่งจะเปลี่ยนเป็นตุ่มนํ้าใสอยู่เป็นกลุ่ม มีความรู้สึกคัน ๆ แสบ ๆ บางครั้งจะปวดเสียว ร้าวตามหน้าขา อาจมีไข้ตํ่า ๆ และรู้สึกไม่สบาย ตุ่มนํ้าใสจะแตกออกเป็นแผลตื้น ๆ อยู่เป็นกลุ่ม ในผู้ป่วยที่ไม่เคยเป็นโรคนี้มาก่อนเลย แผลนี้จะเป็นอยู่ประมาณ 2-3 สัปดาห์จึงจะหาย  ต่อมน้ำเหลืองที่ขาหนีบจะโตขึ้นเล็กน้อยอาจจะเจ็บ เวลาคลำ

ในสตรีเพศ แผลชนิดนี้อาจเกิดภายนอกและมีอาการรุนแรงจนอาจปัสสาวะไม่ออก  และในบางครั้งอาจจะเป็นแผลที่คอมดลูก  ซึ่งมีความสำคัญมาก เพราะพบว่าสตรีที่เคยเป็นโรคเริมที่คลอดลูกจะมีโอกาสที่จะเป็นมะเร็งของคอมดลูกสูงกว่าสตรีที่ไม่เคยเป็นถึง 3 เท่าและหากเกิดการตั้งครรภ์โรคนี้อาจติดไปยังทารกในครรภ์ ทำให้เกิดความพิการและอันตรายถึงชีวิตได้

แผลเริมหลังจากหายไปแล้วประมาณ 60% ของผู้ป่วยจะเกิดการเป็นซํ้า ได้อีก การเป็นซํ้านี้เกิดจากไวรัสซึ่งแฝงตัวอยู่ในปมประสาทบริเวณไขสันหลัง ซึ่งจะเจริญออกมาและแสดงอาการเป็นครั้งคราว แผลเริมชนิดเป็นซ้ำนี้มักจะมี อาการเตือนก่อน 1-2 วันโดยจะรู้สึกเสียวร้าวบริเวณหน้าขา ต่อมาจะเริ่มแสบ ๆ คัน ๆ บริเวณจุดที่ขึ้น และจะเกิดผื่นแดงซึ่งจะเปลี่ยนเป็นตุ่มนํ้าใส และแตกออกเป็นแผลตื้น ๆ อย่างรวดเร็ว แผลเริมชนิดเป็นซ้ำนี้มักจะหายได้เร็วกว่าการเป็นครั้งแรก กล่าวคือ มักจะหายไปใน 1 สัปดาห์ต่อมนํ้าเหลืองที่ขาหนีบอาจจะโตและเจ็บเล็กน้อยและยุบไปได้เอง

การวินิจฉัยแผลที่อวัยวะเพศ

1.ประวัติ มีความสำคัญมาก ถ้าไม่เคยมีเพศสัมพันธ์มาก่อนเลย หรือมี เพศสัมพันธ์มานานกว่า 3 เดือน โอกาสเป็นแผลจากโรคทางเพศสัมพันธ์มีน้อยมาก

2. ระยะฟักตัว ถ้าสั้นมากเกิดแผลในวันรุ่งขึ้น มักจะเป็นแผลริมอ่อนเทียม ถ้าเกิดใน 3-5 วันอาจเป็นได้ทั้งแผลริมอ่อนหรือแผลเริม ถ้าเกิดประมาณ 2-3  สัปดาห์หลังจากรับเชื้อจะต้องนึกถึงซิฟิลิสให้มาก ๆ

3. อาการ แผลไม่เจ็บมีความสำคัญมากกว่าแผลที่เจ็บ แผลไม่เจ็บอาจเป็น ซิฟิลิสหรือมะเร็งของอวัยวะเพศ แผลเจ็บอาจะเป็นแผลริมอ่อน แผลริมอ่อนเทียม หรือแผลเริม

4. ลักษณะแผล ได้กล่าวถึงลักษณะแผลแต่ละชนิดไปแล้ว

5. ต่อมน้ำเหลืองที่ขาหนีบอักเสบ ถ้าอักเสบเป็นฝีใหญ่ น่าจะเป็นแผล ริมอ่อน แต่ต้องแยกจากฝีมะม่วง ถ้าโตเจ็บเล็กน้อยอาจเป็นแผลริมอ่อน แผลริมอ่อนเทียม แผลเริม ถ้าโตคลำได้ชัด แต่ไม่เจ็บอาจเป็นซิฟิลิส

การวินิจฉัยโดยแพทย์

การวินิจฉัยให้ถูกต้องมีความสำคัญมากในการรักษาให้ได้ผลเต็มที่ การตรวจเพิ่มเติมเพื่อวินิจฉัยสาเหตุของแผลที่อวัยวะเพศได้แก่

1. การตรวจด้วยกล้องจุลทรรศน์ชนิด Dark field

เป็นวิธีการตรวจเชื้อเกลียวสว่านที่ทำให้เกิดโรคซิฟิลิส ต้องอาศัยความ ชำนาญของผู้ตรวจมากในปัจจุบันมีการตรวจเฉพาะที่ศูนย์กามโรค หน่วยกามโรคของโรงพยาบาลใหญ่ ๆ และคลินิกเฉพาะโรคนี้บางแห่งเท่านั้น ข้อดีของวิธีนี้คือ บอกผลได้ทันที แต่ข้อเสียที่ทำให้วิธีนี้ไม่เป็นที่นิยมปฎิบัติโดยแพทย์ทั่วไปก็คือ ต้องมีกล้องจุลทรรศน์พิเศษ ซึ่งมีราคาแพงและการฝึกฝนให้มีความชำนาญในการตรวจต้องอาศัยเวลามาก

แพทย์จะทำความสะะอาดแผลและบีบเอานํ้าเหลืองออกมาตรวจ บางครั้งต้องทำซ้ำ 2-3 ครั้งจนแน่ใจ

2. การตรวจเลือดสำหรับซิฟิลิส

ควรตรวจเลือดสำหรับหาซิฟิลิส เช่น การตรวจชนิด VDRL (Venereal Disease Research Laboratory test) หรือชนิด RPR (Rapid plasma reaginic test) ในทุกรายที่มีแผลที่อวัยวะเพศ RPR บอกผลได้ภายใน 10 นาที แต่ต้นทุนในการทำจะสูงกว่า VDRL จึงนิยมใช้น้อยกว่า VDRL การตรวจเลือดเพียง 1 ครั้งและได้ผลลบ ไม่เพียงพอที่จะแน่ใจได้ว่าไม่เป็นซิฟิลิส ควรตรวจซํ้าเดือนละครั้งไป 3 ครั้ง และควรตรวจเสมอไม่ว่าแผลที่เป็นจะมีลักษณะเช่นไร ทั้งนี้เพราะซิฟิลิสเป็นโรคซึ่งสำคัญมาก และพบเกิดร่วมกับแผลชนิดอื่น เช่น แผลริมอ่อน หรือแผลเริมได้บ่อย ๆ

การตรวจเลือดตามคลินิกเอกชน โดยเฉพาะ VDRL มีความคลาดเคลื่อนได้สูงมาก ถ้าไม่ทำอยู่เป็นประจำแล้วอาจเชื่อถือผลไม่ได้ RPR จะมีความผิดพลาดได้น้อยกว่า ในกรณีที่สงสัยว่าอาจจะเป็นซิฟิลิสควรขอรับการตรวจเลือดจากศูนย์กามโรค หรือหน่วยกามโรคของโรงพยาบาลใหญ่ ๆ ซึ่งอาจจะได้รับการตรวจชนิดพิเศษ ซึ่งเรียกว่า FTA-ABS หรือ TPHA ร่วมไปด้วย ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับดุลยพินิจของแพทย์

3. การตรวจย้อมเชื้อจากแผล

เป็นการย้อมเชื้อแบคทีเรียเพื่อวินิจฉัยแผลริมอ่อน หรือแผลริมอ่อนเทียม สีที่ย้อมที่นิยมใช้กันอยู่ ได้แก่ การย้อมกรัม (Gram’s stain) และการย้อมปาเปนไฮม์ (Papenheim’s stain) ในกรณีแผลริมอ่อนจะมีโอกาสย้อมเชื้อพบประมาณ 60% แต่สำหรับแผลริมอ่อนเทียมแล้วการย้อมพบเชื้อหลายๆ ชนิดปนกันนั้นไม่เพียงพอที่จะบอกว่า เชื้อเหล่านี้เป็นเชื้อที่อาศัยหรือปนเปื้อนอยู่ตามบริเวณนั้นโดยปกติอยู่แล้ว การวินิจฉัยให้แน่นอนนั้นต้องอาศัยการเพาะเชื้อจากแผล

การตรวจย้อมเชื้อจากแผลเริมทำได้ในระยะที่มีตุ่มนํ้าใส โดยแพทย์จะใช้ ใบมีดซึ่งฆ่าเชื้อแล้วขูดจากพื้นแผลและย้อมพิเศษ เช่น ย้อม Giemsa เพื่อตรวจหาลักษณะของการติดเชื้อไวรัส วิธีนี้หากตุ่มน้ำใสแตกออกเป็นแผลแล้ว มักจะไม่มีความแม่นยำ

4. การเพาะเชื้อ

การเพาะเชื้อจากแผลเป็นวิธีการที่ยุ่งยาก และต้องอาศัยวิธีการพิเศษ หลายอย่าง จึงมิได้ปฎิบัติกันเป็นประจำ คงมีแต่ในการศึกษาวิจัยพิเศษบางอย่าง และในกรณีพิเศษบางอย่าง

การเพาะเชื้อแผลริมอ่อน ทำได้ยากต้องอาศัยวิธีการพิเศษ ในปัจจุบันมีทำอยู่เพียง 2 แห่งในประเทศไทย และเป็นงานวิจัยพิเศษทั้ง 2 แห่ง

การเพาะเชื้อแผลริมอ่อนเทียม ต้องใช้ทั้งการเพาะเชื้อแบคทีเรียปกติ และการเพาะเชื้อแบคทีเรียชนิดไม่ต้องการออกชิเจน จะทำให้กรณีเป็นแผลเรื้อรัง หรือลุกลามเร็วเท่านั้น การเพาะเชื้อชนิดนี้ทำได้เฉพาะโรงพยาบาลขนาดใหญ่ เช่น คณะแพทยศาสตร์เท่านั้น

การเพาะเชื้อไวรัสเฮอร์ปีส ยิ่งทำได้ยากกว่าการเพาะเชื้อแบคทีเรียเสียอีก ในปัจจุบันมีการเพาะเชื้อไวรัสเฮอร์ปีส ในห้องปฎิบติการของคณะแพทย ศาสตร์ 2-3 แห่งเท่านั้นและเป็นงานวิจัยพิเศษ

5. การตรวจเชื้อด้วยวิธีย้อมสีเรืองแสงอิมมูโน

เป็นวิธีการใหม่เพื่อช่วยในการวินิจฉัยโรคติดเชื้อหลายอย่าง โดยเฉพาะ โรคเริม ซึ่งจะช่วยให้การวินิจฉัยโรคให้สตรีที่มีครรภ์มีความแม่นยำและรวดเร็ว และสามารถตัดสินใจที่จะให้การดูแลที่ถูกต้องได้ทันที วิธีนี้ต้องอาศัยกล้องจุลทรรศน์พิเศษ ซึ่งแพงกว่ากล้องปกติประมาณ 10 เท่า และต้องอาศัยความชำนาญในการตรวจสูง จึงยังมองไม่เห็นว่าจะมีการนำมาใช้ปฏิบัติแพร่หลายในอนาคตอันใกล้นี้

การปฏิบัติเมื่อเกิดแผลที่อวัยวะเพศ

1. ทุกกรณีตรวจเลือด VDRL หรือ RPR ถ้าได้ผลบวก รีบพบแพทย์ทางด้านกามโรค ตจแพทย์ (แพทย์ทางโรคผิวหนัง) อายุรแพทย์(ทางด้านโรคติดเชื้อ) หรือสูติ-นรีแพทย์ หรือ แพทย์เวชปฏิบัติทั่วไปโดยทันที ถ้าได้ผลลบ ตรวจซ้ำเดือนละครั้งไปอีก 2 ครั้ง

2. ถ้าแผลนั้นสงสัยว่าจะเป็นแผลริมอ่อน หรือแผลริมอ่อนเทียม และยังไปพบแพทย์ไม่ได้ กินยาอิริโธรมัยซิน ขนาด 500 มก. วันละ 4 ครั้งไปประมาณ 1 สัปดาห์ และควรหาโอกาสไปพบแพทย์เพื่อประเมินผลว่าหายหรือยัง ถ้ากินยาไปแล้ว 3-7 วันไม่ดีขึ้นเลย ควรรีบไปพบแพทย์โดยด่วน

3. ถ้าสงสัยว่าแผลนั้นจะเป็นแผลซิฟิลิส แม้การตรวจ VDRL หรือ RPR ให้ผลลบควรรีบพบแพทย์ทันที

4. ถ้าสงสัยว่าแผลนั้นจะเป็นโรคเริมชนิดเป็นครั้งแรก (ไม่เคยเป็นมาก่อน) ควรรีบพบแพทย์โดยเร็ว (เป็นไม่เกิน 5 วัน) ในปัจจุบันมียากินสำหรับโรคเริมชนิดเป็นครั้งแรก แต่จะได้ผลชัดเจนต่อเมื่อกินไม่เกิน 5 วันหลังจากเป็นโรค

5. สงลัยว่าแผลนั้นจะเป็นโรคเริม แต่เคยเป็น ๆ หาย ๆ มาหลายครั้ง อาจทายาชนิดที่มีตัวยา Acyclovir (ชื่อการค้า Zovirax) หรือมีตัวยา Idoxuridine ทาบ่อย ๆ วันละ 3-4 ครั้งจะทำให้แผลหายเร็วขึ้น (หายเร็วกว่าไม่ทา 1-3 วัน) แต่ต้องเริ่มทายาหลังจากเป็นมาไม่เกิน 2 วัน ยาทาทั้งสองราคาแพงมาก และไม่ได้ทำให้หายขาด หรือป้องกันการเป็นซ้ำ ถ้าคิดว่าแพงเกินไปและไม่คุ้มก็เพียงแต่ทำความสะอาดแผลด้วยน้ำเกลือล้างแผลบ่อย ๆ หรือใช้ยาทาชนิดมีไอโอดีน (Betadine) ทาวันละ 3-4 ครั้งก็พอแล้ว

ในกรณีหญิงที่เป็นโรคเริม ควรตรวจภายในเพื่อตรวจหามะเร็งคอมดลูก อย่างน้อยปีละ 2 ครั้ง(ทุก 6 เดือน) และถ้าเกิดตั้งครรภ์ขึ้นจะต้องแจ้งให้สูติแพทย์ทราบถึงประวัติโรคเริมที่เคยเป็นด้วยเสมอ

6. ถ้าสงสัยว่าแผลนั้นจะเป็นมะเร็งขององคชาติ ควรรีบปรึกษาแพทย์ทางกามโรค ตจแพทย์ ศัลยแพทย์ ศัลยแพทย์ทางระบบปัสสาวะ หรือแพทย์เวชปฏิบัติทั่วไปโดยทันที ส่วนมากแล้วต้องตัดชิ้นเนื้อไปตรวจและรักษาโดยวิธีศัลยกรรม

,

↑ กลับสู่ส่วนบนของหน้า