สำหรับผู้ใส่ใจในการรักษาสุขภาพ ทั้งสุขภาพกาย และสุขภาพจิต

ระดูทุจริตโทษ

มีสตรีอีก 2 จำพวกที่จะกล่าวถึงคือ
โลหิตชาติโทษ 2 ประการ
-หญิงที่มีอายุ 14 หรือ 15 ปี แต่ยังไม่มีระดู หรือมีแต่ครั้งสองครั้งก็แห้งไป แต่เมื่อมีสามีระดูก็กลับมาเป็นปกติ บางทีก็มีระดูล้างหน้าแต่ก็ตั้งครรภ์ แสดงว่าหญิงนั้นมีลักษณะของกรรมพันธุ์มาจากบรรพบุรุษ แพทย์จะรักษาด้วยการให้ยาบำรุงธาตุให้โลหิตบริบูรณ์ แล้วระดูจะมาตามปกติ หญิงอย่างนี้โบราณว่า โลหิตมักแห้งไปด้วยราคะกำหนัด เมื่อมีสามีราคะกำหนัดก็น้อยลงทำให้โลหิตมีความบริบูรณ์ขึ้นเอง

-หญิงพวกที่มีโลหิตบริบูรณ์ดีเมื่อยังไม่มีสามี แต่เมื่อมีสามีได้ 1 เดือน 2 เดือน 1 ปี 2 ปี เกิดโลหิตซีดจางไป หรืออาจแห้งติดกระดูกสันหลังในบางครั้ง มีอาการปวดหลัง ปวดเอว ปวดตามข้อ จุกเสียดแน่นท้อง ท้องขึ้นท้องเฟ้อ หน้าตาอิดโรย ผิวซีด ชา กินไม่ได้ นอนไม่หลับ หากไม่รู้ก็คิดว่าเป็นดาล หรือริดสีดวง โลหิตแห้งไปเพราะราคะกิเลศมาก หรือบางทีสามีก็มากด้วยกามคุณ เมื่อรักษาก็ให้ยาบำรุงโลหิต แล้วค่อยแต่งยาบำรุงธาตุ บำรุงกามให้กิน แล้วจึงให้ยากำลังราชสีห์ และยาแสงอาทิตย์ เมื่อโลหิตบริบูรณ์ก็จะมีการปฏิสนธิขึ้นเอง

โลหิตระดูกับกองธาตุ 4
ร่างกายของมนุษย์จะประกอบไปด้วยธาตุ 4 และมีธาตุเจ้าเรือนที่แตกต่างกันไปในแต่ละคน จุดอ่อนจุดแข็งก็แตกต่างกันมาตั้งแต่เกิด ธาตุในร่างกายจะเปลี่ยนแปลงไปเมื่อสรรหาธาตุอาหารมากินได้ตามปรารถนาเมื่อโตขึ้น บางครั้งธาตุทั้ง 4 อาจเสียสมดุลเพราะพฤติกรรม ฤดูกาล กาลเวลาที่ผ่านไป และจากถิ่นที่อยู่อาศัย ลักษณะที่โบราณสังเกตเห็นคือ อาการต่างๆ หรือความผิดปกติเมื่อมีประจำเดือน

การกินอาหาร ในแผนปัจจุบันก็ให้ความสำคัญเช่นกัน เพราะสารสำคัญพวกวิตามิน และสารที่คล้ายฮอร์โมน ที่เรียกว่า ไฟโตเอสโตรเจน จะมีอยู่ในอาหารพวกพืชผักผลไม้ และธัญพืช

โลหิตอันเกิดแต่กองอาโปธาตุ
เมื่อระดูใกล้จะมา แม้สตรีนั้นจะมีสามีหรือไม่ก็ตาม ระดูนั้นจะออกมาเป็นมวกเป็นมัน เหม็นคาว วันละ 5-6 ครั้ง บางทีโลหิตก็ใส บางทีก็เป็นเปลวเหมือนประเมหะและไข่ขาว ระดูเดินไม่สะดวกทำให้มีอาการปวดท้องมาก ให้เบื่ออาหาร

โลหิตอันเกิดแต่กองเตโชธาตุ

สตรีที่มีหรือไม่มีสามีก็ดี เมื่อระดูจะมาจะทำให้ตึงไปทั้งตัว ให้ร้อนในช่องครรภ์ โลหิตที่ออกมามีลักษณะเป็นฟองมีสีซีดจาง ให้ร้อนทั่วกาย ให้อาเจียน เหม็นอาหาร เบื่ออาหาร ให้สะบัดร้อนสะบัดหนาว จุกแน่น

โลหิตอันเกิดแต่กองวาโยธาตุ
ถ้าเกิดกับสตรีที่มีสามีหรือไม่มีสามีก็ดี ก่อนระดูจะมาจะทำให้มีอาการท้องขึ้นท้องเฟ้อจุกเสียด ตัวร้อน คลื่นเหียน เรอ ระดูมาไม่สะดวก มีสีซีดจาง ทำให้ปวดท้องมาก

โลหิตอันเกิดแต่กองปถวีธาตุ
สตรีที่มีสามีแล้วหรือยังไม่มีสามีก็ดี ก่อนระดูจะมาจะทำให้มีอาการเมื่อยตามข้อและกระดูก ระดูจะเป็นมันเป็นเมือกเดินไม่สะดวก บางทีก็มีประเมหะปนออกมาเหนียวเหมือนยางมะตูม ทำให้มีอาการแสบร้อน จุกเสียด ท้องขึ้น ระดูจะมีสีดำแดงขาวเหลืองปนกันออกมา มีกลิ่นเหม็นคาว ทำให้ปวดท้องมาก

อาการตามแบบโบราณนี้ในแผนปัจจุบันจัดไว้ในกลุ่มอาการที่เรียกว่า Premenstrual Syndrome(PMS) ซึ่งอาจมีผลมาจากพฤติกรรมการกินอาหาร ทำให้ธาตุในร่างกายไม่มีความสมดุล และเกี่ยวกับธาตุเจ้าเรือนของแต่ละบุคคลด้วย ธาตุที่ผิดปกติจะไม่เหมือนกันในแต่ละเดือน ทุกเดือนจะเกิดโทษไม่ซ้ำกันจึงไม่จัดเป็นปกติโทษ และไม่ได้ระบุในคัมภีร์ว่า อาการของสตรีจะหายไปเมื่อประจำเดือนมา ซึ่งน่าจะมีการศึกษาปัญหาเหล่านี้ต่อไปในสตรียุคปัจจุบัน

ปัญหาเกี่ยวกับระดูของสตรีคือ บางคนประจำเดือนมาแล้วแต่กลับแห้งหายไป หรือบางคนอยู่ในวัยที่ควรมีแล้วก็ยังไม่มี หรือมีอายุ 14-15 ปีไปแล้วก็ยังไม่มีประจำเดือน ระดูจะมาก็ต่อเมื่อมีสามีแล้ว

ที่มา:จากหนังสือวิทยาศาสตร์ในการแพทย์แผนไทย
โดยอาจารย์แพทย์หญิงเพ็ญนภา ทรัพย์เจริญ
รองอธิบดีกรมพัฒนาการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก

↑ กลับสู่ส่วนบนของหน้า